บทที่ 1 ( กัณฑ์ที่ 23 )

สังฆกรรม

สังฆกรรม = สังฆ ( หมู่ ) + กรรม ( การกระทำ ) หมายถึง กรรมที่สงฆ์จะพึงกระทำ หรือ กิจที่จะต้องกระทำเป็นการสงฆ์

สงฆ์ คือ หมู่ หมายถึงหมู่ของพระภิกษุ 4 รูปขึ้นไป

คณะ คือ พระภิกษุ 2 – 3 รูป

บุคคล คือ พระภิกษุรูปเดียว


มูลเหตุแห่งสังฆกรรม หรือ สาเหตุที่ทำให้เกิดสังฆกรรม

  1. ภิกษุ มีมากขึ้น

  2. มีพุทธประสงค์ให้สงฆ์เป็นใหญ่ในการบริหารคณะ


คำสวดที่ต้องใช้ในสังฆกรรม

  1. ญัตติ ( คำเผดียงสงฆ์ ) ประกาศให้ทราบทั่วกันว่า ต่อไปนี้จะทำอะไรเรื่องอะไร ( ลงท้ายด้วยคำว่า เอสา ญัตติ )

  2. อนุสาวนา ( คำสวดปรึกษาหารือ ) สวดถามความคิดเห็นของสงฆ์ ว่ามีผู้ใดเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ( ลงท้ายด้วยคำว่า โส ภาเสยยะ )

    1. เห็นด้วยให้นิ่งเฉย ( โส ตุณณะหัสสะ )

    2. ไม่เห็นด้วยให้คัดค้านทันที ( โส ภาเสยยะ ) ถ้าไม่มีผู้ใดค้าน ถือว่าเห็นชอบทั้งหมด แต่ถ้าค้านแม้เพียงรูปเดียวสังฆกรรมนั้นเป็นอันใช้ไม่ได้

สังฆกรรม 4 ประการ

  1. อปโลกนกรรม บอกกันในที่ประชุมสงฆ์เฉย ๆ ไม่ต้องทำในสีมา ( อุโบสถ ) ไม่สวดญัตติ ไม่สวดอนุสาวนา ไม่ต้องเข้าหัตถบาส ไม่ต้องนำฉันทะ ใช้กับเรื่องเล็ก ๆ ไม่สำคัญมาก เช่น การอปโลกน์แจกอาหารในโรงฉันเป็นต้น

  2. ญัตติกรรม ทำด้วยการตั้งญัตติ คือสวดประกาศ ต้องทำในสีมา ต้องนำฉันทะ ต้องเข้าหัตถบาส ต้องสวดญัตติ แต่ ไม่ต้องสวดอนุสาวนา ใช้กับเรื่องที่ใหญ่ขึ้นจากอปโลกนกรรมเล็กน้อย เช่น การสวดพระปาฏิโมกข์ทุกกึ่งเดือน

  3. ญัตติทุติยกรรม ( ทุติยะ แปลว่า ที่ 2 ) มีสวด 2 หน คือ ต้องสวดญัตติ 1 หน และต้องสวดอนุสาวนา 1 หน ต้องทำในสีมา ใช้กับเรื่องที่ใหญ่กว่าญัตติกรรม เช่น การคว่ำบาตร การหงายบาตร

  4. ญัตติจตุตถกรรม ( จตุตถะ แปลว่า ที่ 4 ) มีสวด 4 หน คือ ต้องสวดญัตติ 1 หน และต้องสวดอนุสาวนา 3 หน ต้องทำในสีมา ใช้กับเรื่องที่ใหญ่มาก ๆ เช่น การอุปสมบท การออกอัพภาน

บันทึกช่วยจำ

สังฆกรรม

อปโลกนกรรม

ญัตติกรรม

ญัตติทุติยฯ

ญัตติจตุตถฯ

ในสีมา

ไม่

ต้อง

ต้อง

ต้อง

นำฉันทะ

ไม่

ต้อง

ต้อง

ต้อง

เข้าหัตถบาส

ไม่

ต้อง

ต้อง

ต้อง

สวดญัตติ

ไม่

ต้อง

ต้อง

ต้อง

สวดอนุสาวนา

ไม่

ไม่

ต้อง 1 หน

ต้อง 3 หน



    จำนวนสงฆ์ผู้ทำกรรม

  1. จตุวรรค 4 รูป ทำได้ทุกกรรมยกเว้น ปวารณา กฐิน อุปสมบท อัพภาน

  2. ปัญจวรรค 5 รูป ทำได้ทุกกรรมยกเว้น อุปสมบทในที่หาภิกษุง่าย อัพภาน

  3. ทสวรรค 10 รูป ทำได้ทุกกรรมยกเว้น อัพภาน

  4. วีสติวรรค 20 รูป ทำได้ทุกกรรม


กัมมารหะ และ กัมมปัตตะ

กัมมารหะ ผู้ควรแก่กรรม ผู้ที่ถูกสงฆ์สมมติในกรรมนั้น ๆ เช่น ผู้ถูกสมมติให้ทำการสงฆ์

กัมมปัตตะ ผู้เข้ากรรม ได้แก่ กัมมารหะ + ภิกษุรูปอื่น ๆ ที่เข้าสังฆกรรมนั้น ต้องมีคุณสมบัติ 3

  1. เป็นภิกษุปกติ ( ปกตัตตภิกษุ ) ไม่ได้อยู่กรรม หรือโดนลงอุกเขปนียกรรม

  2. สังวาสเสมอด้วยสงฆ์ ไม่ใช่ภิษุณี สามเณร หรือ ฆารวาส

  3. เป็นสมานสังวาสของกันและกัน คือเป็นพระหีนยาน ( พระอย่างไทย พม่า ลาว ฯลฯ ) ไม่ใช่จีนนิกาย อันนัมนิกาย พระญี่ปุ่น ฯลฯ


กรรมวิบัติด้วยเหตุ 4 ประการ

  1. วิบัติโดยวัตถุ ( วตฺถุวิปนฺนํ ) เพราะเหตุ 4

    1. อุปสมบทผู้มีอายุน้อยกว่า 20 ปี ( นับรวมในครรภ์แล้ว )

    2. อุปสมบทอภัพพบุคคล ( ผู้ไม่ควรอุปสมบท มีอธิบายในบทต่อ ๆ ไป )

    3. สมมติสีมาคาบเกี่ยวกัน หรือทับสีมาอื่น ( ในกรณีทำสังฆกรรมเกี่ยวกับการสมมติสีมา )

    4. ทำผิดระเบียบ

  2. วิบัติโดยสีมา ( สีมาวิปนฺนํ ) เพราะเหตุ 5

    1. สมมติสีมาใหญ่กว่ากำหนด ( 3 โยชน์ 48 กิโลเมตร )

    2. สมมติสีมาเล็กกว่ากำหนด ( จุภิกษุ 21 รูป ไม่ได้ )

    3. สมมติสีมามีนิมิตขาด ( ไม่ล้อมเขตที่ต้องการสมมติ )

    4. สมมติสีมามีฉายาเป็นนิมิต

    5. สมมติสีมาไม่มีนิมิต

  3. วิบัติโดยปริสะ หรือบริษัท (ปริสวิปนฺนํ ) เพราะเหตุ 3

    1. ภิกษุเข้าประชุมไม่ครบองค์สงฆ์

    2. สงฆ์ครบแล้ว แต่ไม่นำฉันทะของภิกษุผู้ควรต้องนำฉันทะมา

    3. มีผู้คัดค้านกรรมอันสงฆ์ทำ

  4. วิบัติโดยกรรมวาจา ( กมฺมวาจาวิปนฺนํ )

    1. ไม่ระบุวัตถุ ( เรื่อง ) เช่นบวชไม่ระบุคน กฐินไม่ระบุผ้า สมมติสีมาไม่ระบุว่าสมมติสีมา

    2. ไม่ระบุสงฆ์ เช่น ไม่ระบุว่าสงฆ์เป็นผู้ทำสังฆกรรม

    3. ไม่ระบุบุคคล เช่น ไม่ระบุชื่ออุปัชฌาย์

    4. ไม่ตั้งญัตติ

    5. ตั้งญัตติภายหลัง สวดอนุสาวนาก่อนสวดญัตติ

    6. ทิ้งอนุสาวนาในกรรมที่ต้องสวดอนุสาวนา คือ ไม่สวดอนุสาวนา หรือสวดไม่ครบ

    7. สวดในกาลที่ไม่ควร

ถ้าวิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งถือว่าสังฆกรรมนั้นวิบัติ คือใช้ไม่ได้


อักขรวิธี ว่าด้วยการออกเสียงในการสวด มีความยุ่งยากมากสำหรับผู้ที่ไม่ใช่นักเรียนบาลี แต่จะยกมาเฉพาะเรื่องที่สำคัญ คือทำให้สังฆกรรมวิบัติเท่านั้น


กรรมเสียเพราะว่า ( สวด ) ผิดพลาด 4 อย่าง

  1. ว่าสิถิล เป็นธนิต ออกเสียงเพลา เป็นเสียงแข็ง เช่น

    สุณาตุ เม ว่าเป็น สุณาถุ เม

  2. ว่าธนิต เป็นสิถิล ออกเสียงแข็ง เป็นเสียงเพลา เช่น

    ภนฺเต สงฺโฆ ว่าเป็น พนฺเต สงฺโค

  3. ว่าวิมุต เป็นนิคหิต คือสวดเสียงปล่อย เป็นเสียงกด เช่น

    สุณาตุ เม เป็น สุณนฺตุ เม หรือ เอสา ญตฺติ เป็น เอสํ ญตฺติ

    ( สุณาตุ เม เป็น สุณันตุ เม หรือ เอสา ญัตติ เป็น เอสัง ญัตติ )

  4. ว่านิคหิต เป็นวิมุต คือสวดเสียงกด เป็นเสียงปล่อย เช่น

    ปตฺตกลฺลํ ( ปัตตะกัลลัง ) เป็น ปตฺตกลฺลา ( ปัตตะกัลลา )

สวดผิด 4 อย่างนี้ กรรมวาจาวิบัติ อีก 6 อย่าง ( โปรดดูในหนังสือ ) กรรมวาจาไม่วิบัติ

     


รวมรวมโดย พระมหานัธนิติ  สุมโน วัดใหญ่ชัยมงคล http://mahaoath.com

edit @ 31 Aug 2009 09:26:50 by นักธรรม

Comment

Comment:

Tweet

สังฆกรรมวิบัติมีกี่ประเภทอะไรบ้าง

#18 By (49.230.180.254|49.230.180.254) on 2015-08-16 14:55

#17 By (171.7.169.73|171.7.169.73) on 2014-07-22 20:41

#16 By kongnoon (171.7.169.73|171.7.169.73) on 2014-07-22 20:35

#15 By sodollsj (115.67.68.160) on 2013-07-29 11:28

สวยงามมากครับ

#14 By *2456 (103.7.57.18|182.93.210.73) on 2012-11-29 17:13

#13 By (118.172.200.102) on 2010-10-15 13:01

open-mounthed smile open-mounthed smile open-mounthed smile

#12 By (183.89.55.246) on 2010-08-30 23:36

#11 By (119.31.121.88) on 2010-08-06 08:57

ใครรุช่วยตอบด้วยน้อ

#10 By (222.123.21.111) on 2010-08-02 12:38

ผมมีคำถามอยากถามครับว่า
บุคคลเช่นไร เรียกว่า อภัพพบุคล ใครรุช่วยบอกทีembarrassed

#9 By เทพ (222.123.21.111) on 2010-08-02 12:34

#8 By (115.67.10.232) on 2010-06-15 17:23

#7 By (115.67.10.232) on 2010-06-15 17:21

#6 By เเ (125.27.193.57) on 2010-06-05 19:24

#5 By (58.9.34.165) on 2010-06-03 23:30

#4 By (58.9.34.165) on 2010-06-03 23:29

#3 By (58.9.34.165) on 2010-06-03 23:29

#2 By (115.67.148.223) on 2009-11-06 20:15

รออ่านบทต่อไป

confused smile

#1 By Dhammasarokikku on 2009-09-11 16:36