dhamma

ธรรม นิพพิทา ความหน่าย

posted on 01 Sep 2009 10:04 by dhambook in dhamma

นิพพิทา ความหน่าย

นิพพิทา คือ ความหน่าย แต่ไม่ใช่เบื่อหน่ายแบบทั่ว ๆ ไป เช่น สามีเบื่อภรรยา หรือ เด็ก ๆ เบื่อทำการบ้าน แต่เป็น ความหน่ายในทุกข์ ในความไม่เที่ยง ในความไม่ใช่ตัวตนของสังขารทั้งหลาย เป็นการหน่ายต้องการหลุดพ้นจากทุกข์คือวัฏสงสาร

พระบาลีที่แสดงเรื่องนิพพิทา มี ๒

เอถ ปสฺสถิมํ โลกํ     จิตฺตํ ราชรถูปมํ

ยตฺถ พาลา วิสีทนฺติ  นตฺถิ สงฺโค วิชานตํ ฯ

สูทั้งหลายจงมาดูโลกนี้ อันตระการตาดุจราชรถ ที่พวกคนเขลาหมกอยู่ แต่พวกผู้รู้หาข้องอยู่ไม่.

( โลกวคฺค ธมฺมปท. ขุ.ธ. ๒๕/๓๘ )

ตีความ

โลก 

ในอรรถกถา ว่า อัตตภาพร่างกาย  ประกอบขึ้นด้วย ขันธ์ ๕ ( รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ - รูปนาม )

มติสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ว่า มี ๒ นัย คือ

โดยตรง โลก หมายถึงแผ่นดิน ที่อยู่อาศัย

โดยอ้อม โลก หมายถึง หมู่สัตว์ผู้อยู่อาศัย

ทั้งมติตามอรรถกถา และตามสมเด็จพระมหาสมณเจ้า มีปรากฎในหลักสูตรนักธรรมชั้นโท หากพิจารณาความหมายให้ดีแล้ว ไม่ว่า อัตตภาพร่างกาย แผ่นดิน หรือหมู่สัตว์ มีความเหมือนกัน คือ เป็น สังขาร ที่ถูกปรุงแต่งขึ้นด้วยเหตุปัจจัยหลาย ๆ อย่างมารวมกันเข้าทั้งสิ้น

ตระการตา ,ราชรถ

หมายถึง โลก จะเป็นอัตตภาพร่างกาย แผ่นดิน หรือหมู่สัตว์ ก็ตาม จะงดงามตระการตา ด้วยการปรุงแต่งขึ้น จากเหตุและปัจจัย เช่น คนสวย คนงาม แต่งด้วย เสื้อผ้า เครื่องประดับ หรือแม้แต่ การถูกตกแต่งมาด้วย ปัจจัย เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ ฯลฯ ที่ไม่สวยงาม แต่เมื่อมาประดับรวมกันเข้าแล้ว กลับงดงามตระการตา  ให้ลองพิจารณาแยกกันดู จะไม่เห็นว่ามีสิ่งใดที่งดงามเลยแม้แต่น้อย

ส่วนราชรถนั้น เป็นการเปรียบเทียบกับสิ่งที่งดงามวิจิตรตามยุคสมัย หากเป็นสมัยนี้ให้ผู้เรียนคิดถึง อะไรก็ได้ที่ตนเองรู้สึกว่าช่างวิจิตรพิศดารเหลือเกิน

คนเขลา

คนเขลา คนพาล คนโง่ ความหมายอย่างเดียวกัน พาล ในบาลีแปลว่า เขลา แปลว่า โง่ ในคาถานี้ หมายถึง ไม่รู้ความเป็นจริง ได้แก่ไม่รู้สัจธรรม ว่าโลกคือ สังขาร นั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

หมกอยู่ (ในโลก)

หมายถึง พวกคนเขลา ไม่เพียรพยายามพิจารณาให้เห็นถ่องแท้ ย่อม

ก. เพลิดเพลินในสิ่งให้โทษ เช่น ยาเสพติด

ข. ระเริงจนเกินพอดี ในสิ่งที่ให้โทษถ้ามากไป เช่น อาหาร

ค. ติดในสิ่งอันเป็นอุปการะ เช่น ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค

 

เย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ     โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา ฯ

ผู้ใดจักระวังจิต   ผู้นั้นจักพ้นจากบ่วงแห่งมาร

( จิตฺวคฺค ธมฺมปท. ขุ.ธ. ๒๕ / ๒๑ )

ตีความ

มาร

มารมีหลาย ๆ อย่างดังที่ได้เรียนมาแล้วในนักธรรมชั้นโท เช่น มัจจุมาร เทพบุตรมาร ฯลฯ แต่ในพระบาลีนี้หมายถึง กิเลสกาม คือ เจตสิกอันเศร้าหมอง ชักนำให้ใคร่ ให้รัก ให้อยากได้ ทั้งหลายทั้งปวง ได้แก่ ตัณหา ความทะยายอยาก ราคะ ความกำหนัด อรติ ความขึงเครียดไม่ยินดี เป็นต้น ที่ท่านจัดให้เจตสิก เหล่านี้ เป็นมารเพราะเป็นโทษล้างผลาญคุณความดี และทำให้เสียผู้เสียคน

หมายเหตุ เจตสิก หมายถึงสิ่งที่ประกอบเข้ากับจิต จิตเดิมทีนั้นเป็นของสะอาด แต่เจตสิกเป็นสิ่งที่มาประกอบเข้าไป ถ้ามองในแง่ของ นามขันธ์แล้ว จิต คือ วิญญาณขันธ์ ส่วน เจตสิก ได้แก่ เวทนา สัญญา และสังขาร นั่นเอง

บ่วงแห่งมาร

พูดถึงบ่วง เราจะเห็นภาพของสิ่งที่ผูก ที่มัดไว้ ไม่ให้ไปไหนได้ ในที่นี้ก็เช่นกัน บ่วงแห่งมาร คือสิ่งที่มัดไว้ ผูกใจไว้ ให้ติดอยู่กับมาร คือ ตัณหา ราคะ อรติ ฯลฯ  สิ่งที่จะผูกมัดเราไว้กับเจตสิกเหล่านี้ คือ วัถุกาม ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่าชอบใจ นั่นเอง

ทั้งมาร และบ่วงแห่งมาร มีปรากฏแล้วในระดับชั้นนักธรรมโท

ระวังจิต

การระวังจิต หรือการสำรวมจิต เป็นอย่างเดียวกัน มี ๓ วิธี ที่ต้องทำพร้อม ๆ กัน

  1. สำรวมอินทรีย์ ( อินทรีย์ คือ อายตนะภายใน ) ไม่ให้เกิดความกำหนัดยินดี เมื่อเห็นรูป ได้ยินเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏฐัพพะ อันน่ายินดีทั้งหลาย
  2. มนสิการกรรมฐานที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกามฉันทะ ได้แก่เจริญสมถภาวนา กองที่ทำให้สลดสังเวช คือ อสุภะ กายคตาสติ และมรณสติ
  3. เจริญวิปัสสนา ให้เห็นตามความเป็นจริงว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
พิจารณาให้ดี ๆ จะเห็นว่าทั้ง ๓ วิธีนี้ คือ ศีล สมาธิ และปัญญา นั่นเอง การสำรวมอินทรีย์จัดเป็นศีล สมถภาวนาคือสมาธิ วิปัสสนาคือปัญญา

 

ปฏิปทาแห่งนิพพิทา หมายถึง ทางดำเนินแห่งนิพพิทา คือทำอย่างไรจึงจะเกิดนิพพิทาได้นั่นเอง ในเรื่องนี้มีพระบาลีแสดงไว้ว่า

สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ     ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ

อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข          เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา 

สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ      ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ

อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข          เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา

สพฺเพ ธมฺมา อนตฺนาติ        ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ

อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข          เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา

เมื่อใด เห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์ นั่น ( คือ ) ทางแห่งวิสุทธิ

( มคฺควคฺค ธมฺมปท ขุ.ธ. ๒๕ / ๕๑ )

จากพระบาลี จะเห็นได้ชัดว่าความหน่าย ( นิพพิทา ) เกิดจากการเห็นด้วยปัญญาว่า สังขาร ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรมเป็นอนัตตา คือเห็นไตรลักษณ์ หรือ เห็นสามัญญลักษณะนั่นเอง

เหตุที่พระบาลีกล่าวว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวง เป็นอนัตตานั้น เนื่องจากว่า มีธรรมอยู่อย่างหนึ่งที่ เที่ยง ( นิจฺจํ ) สุข ( สุขํ ) แต่ยังคงเป็นอนัตตา  คือนิพพาน

นิพพานไม่มีการแปรไป เพราะไม่เกิดจากการปรุงแต่งของเหตุปัจจัยใด ๆ คือเป็น วิสังขารธรรม เมื่อปราศจากการปรุงแต่งของเหตุและปัจจัย ทำให้ไม่ต้องแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น ( เที่ยง - นิจฺจํ ) ทนอยู่ได้ในสภาพเดิม ( สุข - สุขํ )

แต่นิพพานนั้นไม่เป็นตัวตน ไม่อยู่ใต้อำนาจของผู้ใด เกิดขึ้นเองเมื่อเหตุ และปัจจัยพร้อม ( พร้อมที่จะละ ไม่เหลือเหตุปัจจัยใด ๆ ปรุงแต่งอีก )

คำว่า ธรรม ในประโยค " ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา " หมายถึง ธรรม ๒ คือ สังขารธรรม ธรรมอันปัจจัยปรุงแต่ง ( ทุกอย่างที่ไม่ใช่นิพพาน ) กับ วิสังขารธรรม ธรรมอันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ( พระนิพพาน ) ทั้งนี้ผู้เรียนได้เรียนแล้วในนักธรรมชั้นโท

ตารางแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง สังขาร วิสังขาร และไตรลักษณ์

  ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
สังขารธรรม ใช่ ใช่ ใช่
วิสังขารธรรม (นิพพาน) ไม่ใช่ ไม่ใช่ ใช่

 

ข้อแตกต่างระหว่าง สังขารในไตรลักษณ์ กับ สังขารในขันธ์

สังขารในขันธ์ ๕ นั้น เฉพาะ สังขารขันธ์ ที่เป็นนามธรรมอันปรุงแต่งจิต ( เจตสิก ) เท่านั้น ส่วนสังขารในไตรลักษณ์ หมายถึงสภาพอันปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ทั้งนามธรรม รูปธรรม ทั้งอุปาทินนก มีใจครอง ทั้งอนุปปาทินนก ไม่มีใจครอง

นิพพิทา หรือความหน่าย จะเกิดได้เพราะมีปัญญากำหนดรู้ว่า สังขารไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรม เป็นอนัตตา ดังที่กล่าวแล้ว ดังนั้นจำเป็นต้องศึกษาต่อไปว่า จะกำหนดรู้ ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตา ได้อย่างไร ?

การกำหนดรู้ถึงความไม่เที่ยง สามารถกำหนดรู้ได้ ๓ ประการ คือ

  1. อย่างง่าย ผู้สังเกตความไม่เที่ยง ทำการสังเกตเพียง ๓ ระยะ คือ การเกิดขึ้นในเบื้องต้น การเสื่อมไปในท่ามกลาง และ การสิ้นไปในที่สุด เช่น สังเกตคน ๑ คน ในวันเกิด วันที่แก่ และวันที่ตาย ( ยกตัวอย่างหยาบ ๆ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ) วิธีนี้มีพระบาลีรับรองไว้ว่า  อนิจฺจา วต สงฺขารา  อุปฺปาทวยธมฺมิโน อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ ... สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เกิดแล้วย่อมดับไป ....
  2. อย่างละเอียด เพิ่มระยะการสังเกตให้ละเอียดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ดูความเปลี่ยนแปลงของคน ๑ คน ทุกวัน ในระหว่างตั้งแต่เกิด จนตาย วิธีนี้มีพระบาลีรับรองว่า อจฺเจนฺติ กาลา ตรยนฺติ รตฺติโย   วโยคุณา อนุปุพฺพํ ชหนฺติ.  กาลย่อมล่วงไป ราตรีย่อมผ่านไป ชั้นแห่งวัยย่อมละลำดับไป.
  3. อย่างสุขุม เพิ่มระยะสังเกตมากขึ้นไปอีก เช่นสังเกตกันทุกวินาที หรือละเอียดมาก ๆ คือ สังเกตทุกขณะของจิต ที่เกิด และดับอยู่ตลอดเวลา การสังเกตในระดับนี้ ผู้สังเกตต้องผ่านการฝึกสติสัมปชัญญะ ให้เท่าทัน คือมีความเร็วมากพอที่จะสังเกตการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน พระบาลีว่า ชีวิตํ อตฺตภาโว จ   สุขทุกฺขา จ เกวลา   เอกจิตฺตสมายุตฺตา   ลหุโส วตฺตเต ขโณ. ชีวิต อัตตภาพ และสุขทุกข์ทั้งมวล ประกอบด้วยจิตดวงเดียว ขณะย่อมเป็นไปพลัน.

การกำหนดรู้ทุกข์ ทุกข์ในไตรลักษณ์ แตกต่างจากทุกข์ในอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ในไตรลักษณ์ เกิดขึ้นแม้กับอนุปาทินนกสังขาร เพราะท่านหมายถึงการที่สังขารทั้งหลาย ไม่สามารถทนอยู่ในสภาพเดิมได้ตลอดเวลา ส่วนทุกข์ในอริยสัจ ๔ นั้น เกิดกับอุปาทินนกสังขารเท่านั้น เพราะท่านหมายถึงความไม่สบายกายไม่สบายใจ การกำหนดรู้ทุกข์ ให้แบ่งทุกข์เป็นประเภทต่าง ๆ  ๑๐ ประเภท ดังนี้

  1. ทุกข์ประจำสังขาร ( สภาวทุกข์ ) คือ การเกิด แก่ ตาย มีประจำกับสังขารทั้งปวง
  2. ทุกข์จร ( ปกิณณกทุกข์ ) ได้แก่ ความเศร้าใจ ความร่ำไร รำพัน ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ การพบกับสิ่งที่ไม่ชอบใจ การพรากจากสิ่งที่ชอบใจ ความไม่สมปรารถนา
  3. ทุกข์เนืองนิตย์ ( นิพัทธทุกข์ ) หรือทุกข์เป็นเจ้าเรือน ต้องเจอประจำ เช่น หนาว ร้อน หิว กระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ
  4. ทุกขเวทนา ( พยาธิทุกข์ ) ความเจ็บไข้อันเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ คือ อวัยวะทำหน้าที่ไม่เป็นปกติ
  5. ทุกข์คือความร้อนรน ( สันตาปทุกข์ ) ทุกข์ใจ ร้อนใจ ที่เกิดจาก ราคะ โทสะ โมหะ ( อัคคิ ๓ ) เผาผลาญ
  6. ทุกข์จากผลกรรม ( วิปากทุกข์ ) ผลจากการทำความชั่ว เช่น เดือดเนื้อร้อนใจ ( วิปปฏิสาร ) การถูกลงอาญา ความฉิบหาย ความตกยาก ความตกอบาย
  7. ทุกข์ไปด้วยกัน ( สหคตทุกข์ ) ทุกข์ที่มาพร้อมกับโลกธรรมฝ่ายน่าชอบใจ ได้แก่ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ได้มาแล้วต้องบริหารดูแล หรือทำให้มีภาระมากขึ้น เป็นทุกข์ที่มาพร้อมกับความสำเร็จในชีวิต ( ทางโลก )
  8. ทุกข์ในการหากิน ( อาหารปริเยฏฐิทุกข์ ) เกิดมาแล้วต้องหากิน ไม่ว่าคนหรือสัตว์ ย่อมมีความทุกข์เป็นธรรมดา
  9. ทุกข์มีวิวาทเป็นมูล ( วิวาทมูลทุกข์ ) เกิดจากความขัดแย้งกับผู้อื่น ทำให้เป็นทุกข์ เช่น การสู้คดีความ หรือการสู้รบกับผู้อื่น
  10. ทุกข์รวบยอด ( ทุกขขันธ์ ) หมายถึงทุกข์ของขันธ์ ๕ ดังที่บาลีพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ว่า สํขิตฺเตน ปญฺจุปฺปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ คือทุกข์
บางอย่างในโลก ที่มักคิดกันว่าเป็นสุขนั้น หากพิจารณาอย่างละเอียดแล้ว จะพบว่าสุขเหล่านั้น จริง ๆ แล้วก็เป็นทุกข์ ( มีสหคตทุกข์ตามมา ) ดังพระบาลีว่า ทุกขเมว หิ สมฺโภติ  ทุกฺขํ ติฏฺฐติ เวติ จ  นาญฺญตร ทุกฺขา สมฺโภติ  นาญฺญตร ทุกฺขา นิรุชฺฌติ. ก็ทุกข์นั้นแลย่อมเกิดขึ้น ทุกข์นั้นย่อมตั้งอยู่ด้วย ย่อมเสื่อมสิ้นไปด้วย นอกจากทุกข์หาอะไรเกิดมิได้ นอกจากทุกข์หาอะไรดับมิได้.

การกำหนดรู้อนัตตา ความมิใช่ตัวตนแห่งสังขาร กำหนดรู้ได้ด้วยอาการทั้ง ๕

  1. ด้วยไม่อยู่ในอำนาจ เช่น เราไม่สามารถสั่งให้ร่างกายเราไม่ป่วย ไม่ไข้ หรือเวลาใครมาตีเรา เราไม่สามารถสั่งให้ร่างกายไม่เจ็บ ถ้ากายนี้เป็นอัตตา คือตัวเราของเรา เราย่อมต้องสั่งได้ พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ในอนัตตลักขณสูตรว่า ถ้าเบญจขันธ์ (กาย) จักเป็นอัตตาแล้วไซร้ เบญจขันธ์ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ ฯ
  2. ด้วยแย้งต่ออัตตา พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ในอนัตตลักขณสูตรว่า ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ เพื่อตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นตัวของเรา ฯ
  3. ด้วยความเป็นสภาพหาเจ้าของมิได้ คือไม่มีใครเป็นเจ้าของที่จะบงการ สั่งการได้ พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ในอนัตตลักขณสูตรว่า เนตํ มม นั่นมิใช่ของเรา เนโสหมสฺมิ นั่นมิใช่เรา น เมโส อตฺตา นั่นมิใช่ตัวของเรา

edit @ 6 Sep 2009 09:49:36 by นักธรรมเอก

edit @ 6 Sep 2009 10:06:13 by นักธรรมเอก

edit @ 6 Sep 2009 10:45:53 by หลวงพี่โอ๊ท

edit @ 6 Sep 2009 10:59:05 by หลวงพี่โอ๊ท